[Movie Review] Gravity

posted on 08 Oct 2013 12:57 by iamrebel directory Entertainment

 [Movie Review] Gravity 2013


         Gravity 2013 ถูกจัดให้เป็นหนังไซไฟแห่งปีที่น่าติดตามที่สุด แม้กระทั่ง  เจมส์ คาเมรอน ผู้สร้างอวตารที่เรารู้จักออกมาเอ่ยปากชื่นชมยกใหญ่ว่าเป็นหนังไซไฟที่เกี่ยวกับอวกาศที่สุดยอดที่สุดตั้งแต่เคยดูมา หรือแม้กระทั่งเรทของเว็บข้อมูลหนังที่เรารู้จักกันดีในชื่อ IMDb คะแนนของมันก็เป็นที่น่าพอใจเมื่อมีคนโหวตให้ถึง 8.6 จากผู้ใช้แปดพันกว่าคน อีกทั้งในเว็บน้องมะเขือเทศ นักวิจารณ์ก็ยังให้เรท 98% กับผู้ชม 90% ไม่ว่าจะทางไหน ยังไงเราก็ถือว่ามันมีแต่ได้กับได้ จนส่งผลให้น้องซานดร้า บลูล็อค ขึ้นตัวเต็งออสการ์จากเรื่องดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

จากกระแสอันกระหึ่มของหนังดังกล่าว ทำให้การไปดูหนังเรื่องนี้แอบคาดหวังว่ามันจะต้องได้ความประทับใจ และเรทของหนังก็น่าจะได้เอไปเลย...

Gravity ถูกสร้างจากผู้กำกับ Alfonso Cuarón (Harry Potter and the Prisoner of Azkaban )  แสดงนำโดย Sandra Bullock (The heat, Extremely Loud & Incredibly Close ), George Clooney (Up in the Air ), Ed Harris (Pain & Gain) เป็นหนังอวกาศที่ไม่อาจหาดูได้ง่ายๆ ในสมัยนี้ ว่าด้วยเรื่องของนักบินอวกาศสองคนที่ถูกทิ้งหลังจากเกิดอุบัติเหตุสะเก็ดระเบิดยานตกลงมาและถูกปล่อยทิ้งไว้กลางอากาศ ในขณะที่คนอื่นเสียชีวิตหมดแล้ว

  ความน่าลุ้นของหนังคือเทคนิคต่างๆ ที่หนังใส่เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นการใส่เสียงซาวน์ให้คนคอยลุ้น ตัดเสียง ถ่ายทอดให้เหมือนกับอยู่ในชุดอวกาศจริงๆ บทพูดที่แสนน้อยแต่เน้นสร้างอารมณ์ บรรยากาศความอึดอัด คอยให้คนดูลุ้นไปด้วย

บอกกันตามตรงว่าหนังเรื่องดังกล่าวมีอะไรให้เซอร์ไพร์สมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นจังหวะที่เกิดอุบัติเหตุ สะเก็ดระเบิดที่ตกใส่ยานอวกาศ ภาพของเรื่องดังกล่าวมีทั้ง long shot เพื่อให้เห็นภาพบรรยากาศชัดๆ และยิ่งใครที่ได้ดูระบบ imax ด้วยแล้วจะยิ่งตื่นตาตื่นใจกับฉากต่างๆ เข้าไปใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าหนังจะมีแค่ long shot เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เนื่องจากหนังดังกล่าวต้องการถ่ายทอดให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วม ดังนั้นจะมีหลายฉากที่จะซูมเข้าไปที่ใบหน้าของนักแสดง เพื่อให้เห็นสีหน้า อาการต่างๆ ของนักแสดง

โดยส่วนตัวคิดว่า ซานดร้า บลูล็อค เหมาะสมจะเป็นตัวเต็งออสการ์ สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้ ในขณะที่จอร์จ คูนี่ก็เล่นดีไม่แพ้กัน หากแต่ในตัวเรื่องแล้วบทของซานดร้าจะเยอะกว่า เนื่องจากหนังยกบทให้ซานดร้าเป็นตัวเด่นเพียงคนเดียว แต่พูดถึงการส่งบทไปมาได้ลื่นไหล รับส่งกันดีระหว่างสองคน ในขณะที่หนังดำเนินไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังทำให้เราลุ้นจนตัวโก่งไปด้วยกับหนังทั้งเรื่อง ถือว่าหนังประสบความสำเร็จอย่างมากกับการทำให้คนดูติดตามได้ ทั้งๆ ที่หนังใช้ความเงียบในการนำเสนอเป็นหลัก แต่ขอเตือนสำหรับคนที่รู้สึกอ่อนเพลียร่างกายนิดหน่อยว่าไม่ควรเข้าไปดูช่วงนั้น เพราะคุณจะเผลอหลับในโรง เมื่อเจอฉากที่ต้องใช้สายตาดูอย่างเดียว แต่ไม่มีบทพูดใดๆ นอกจากเสียงหายใจของตัวละคร

ในขณะที่ข้อเสียของหนังคือการที่ถ่ายทำแบบยานอวกาศ ทำให้ตอนที่ยานอวกาศหมุนคว้าง กล้องก็จะเหวี่ยงไปด้วย ใครที่เริ่มรู้ตัวว่าแก่แล้ว สายตาจะดูไม่ค่อยทัน ( เหมือนจขกท) ในบางฉาก อีกทั้งคำศัพท์หลายช่วงเป็นคำศัพท์วิทยาศาสตร์ ที่บางครั้งเราก็อ่านซับไทยไม่ทัน แต่ยังไงก็แล้วแต่ข้อเสียต่างๆ มันเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับตัวบท พล็อต และเทคนิคต่างๆ เรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่สเกลใหญ่ที่มาพุ่งแรงแซงโค้งจริงๆ B+ 

 
หลังจากหายหน้าหายตากันไปเป็นชาติ (ความจริงคือจำรหัสผ่านบล็อคตัวเองไม่ได้)
 
เลยอยากขอกลับมาคืนบัลลังก์! 5555
 
เนื่องจากชีวิตปัจจุบันของคนเขียนบล็อค ช่างน่าเครียดยิ่งนัก วันๆ ก็ปั่นแต่งานจนหัวฟู
 
จะหาเวลาพัก ทำอะไรอย่างคนอื่นก็แสนจะลำบากแสนเข็ญ ทางออกที่ง่ายที่สุดก็คือ...
 
การนั่งดูหนัง มีตั้งแต่หนังโหลดเองที่บ้าน ไปดูตามโรง รื้อหนังเก่ามาดู 
 
ถ้าใครเป็นเพื่อนกับเจ้าของบล็อคจะรู้ว่าเจ้าของบล็อคชอบรีวิวหนังลงเฟซตัวเองแค่ไหน และชอบติดตามข่าว
 
เกี่ยวกับการทำหนัง รางวัลออสการ์ ตารางหนังทำเงินประจำสัปดาห์มากแค่ไหน
 
รีวิวประเดิมบล็อคชิ้นแรกคือ The Great Gatsby!
 
 

The Great Gatsby คือหนังรักโศกนาฏกรรม อยู่ในหมวดหมู่ Drama| Romance กำกับโดย Baz Luhrmann

ผู้เคยมีผลงานชื่อก้องอย่าง เมอแรงก์ รุจซ์ ในปี 2001 และ ออสเตรเลีย 2008 นำแสดงโดย ลีโอนาโด ดิ คาร์ปิโอ (Inception,Django unchained) , Carey Mulligan (Shame,Drive) ,  Joel Edgerton (Zero Dark Thrity, Warrior ) และโทบี้ แม็คไกวร์ (Spiderman , Spider man 2)

 ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นสักหน่อยว่าทันทีที่ตัวอย่างหนังถูกตัดมาฉาย ก็เกิดอาการเสพติดดาราทันที! เห็นหน้านักแสดงแต่ละคนโดยเฉพาะพี่แจ็ค ดอว์สันของเรา แล้วยิ่งยากดูเข้าไปใหญ่ (มีช่วงนึงที่พี่แกตกหายไปจากวงการ กลับมาทวงบัลลังก์แล้ว) แต่ก็ว่ากันตามความจริงคือเมื่อเห็นธีมหนังคล้ายกับโรมิโอและจูเลียต และยิ่งเป็นหนังรัก ความอยากดูจึงตกไป แต่พอเห็นชื่อผู้กำกับว่าเคยกำกับเมอแรงก์มาก่อน ก็ทำให้อยากดูโปรดักชั่นมากขึ้น

 

The Great Gatsby เป็นหนังรักดราม่าที่ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นอร์ธชนลองไอส์แลนด์และในกรุงนิวยอร์กระหว่างหน้าร้อนในปี 1922 ที่ขณะนั้นสภาพสังคมยุ่งเหยิงและเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งในยุคนั้นมีกฎหมายห้ามขายแอลกอฮอล์ในสหรัฐอเมริกา ทำให้ผู้ลักลอบกลายเป็นเศรษฐีซึ่งนำไปสู่ระบอบอาชาญกรรม ซึ่งเรื่องดังกล่าวเคยสร้างเป็นหนังแล้วในปี 1926 ก่อนจะถูกนำมาทำใหม่ในปัจจุบัน

ทันทีที่เปิดฉากแรกออกมาเราจะพบกับ นิค คาราเวย์ (โทบี้ แม็คไกวร์) เป็นคนเล่าเรื่องย้อนถึงอดีตว่าทำไมครั้งสมัยที่เขาเป็นเศรษฐีใหม่ๆ แล้วย้ายไปนิวยอร์ค ได้รู้จักกับแกสต์บี้ (ลีโอนาโด ดิ คาปิโอ) ช่วงแรกของหนังจะหลอกให้เราตายใจจนแทบจะน่าเบื่อ แต่ก็ยังมีฉากสีสันของโปรดักชั่นอลังการ ตระการตาทำให้เราหลับไม่ลง (เหมาะสำหรับคนชอบโปรดักชั่นอลัง) ในขณะที่ส่วนของเนื้อเรื่องถูกถ่ายทอดไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเกิดปมขัดแย้งต่างๆ ขึ้นเรื่อยๆ พอหนังเริ่มฉายไปได้สักกลางเรื่อง หนังทำให้เราตายใจว่ามันคงจะจบแฮปปี้เอนดิ้งแน่ๆ (หรือกูคิดไปเองวะ) แต่ก็ยังไม่อาจคาดการณ์กับหนังได้ว่าจะจบลงยังไง จนกระทั่งในตอนสุดท้ายของเรื่อง เรียกได้ว่ามันคือการหักดิบที่ค่อนข้างตกใจไม่น้อยในตอนจบ

ในส่วนของตัวละครต้องบอกก่อนว่าตัวละครแต่ละตัวตามคอนเซ็ปเป็นตัวละครที่มีสีสัน มีนิสัยใจคอเป็นของตัวเอง และงานนี้คนที่เด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น ลีโอนาโดเป็นแน่แท้ แต่ทั้งนางเอกอย่างเดซี่ กับ ทอม (สามีเดซี่) และนิคฝีมือการเล่นสามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีไม่ต่างกัน

ส่วนกองโปรดักชั่นต้องบอกว่าเป็นอะไรที่อลังการ และชื่นชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้ สมกับผู้กำกับเมอแรงก์ รุจซ์จริงๆ ไม่ผิดหวังจริงๆ

กล่าวโดยสรุปแล้ว The great Gatsby รักเธอสุดที่รัก เป็นหนังรักดราม่าที่สะเทือนอารมณ์เล็กน้อย เราจะเห็นผู้ชายคนนึงพยายามเปลี่ยนอดีตตัวเอง ทำทุกวิถีทางเพื่อนผู้หญิงคนนึง แต่สุดท้ายก็จบลงตามสัจธรรมโลก เอาเป็นว่าหนังเรื่องนี้ อยู่ในเรท C อารมณ์ดูก็ดี ไม่ดูก็ได้นะจ๊ะ 

edit @ 28 Sep 2013 00:49:09 by Iamrebel sixx

edit @ 28 Sep 2013 00:52:40 by Iamrebel sixx

edit @ 30 Sep 2013 13:01:15 by Iamrebel sixx

มาตรฐานความดีกับความเลว มีอยู่จริงหรือไม่?

รูปโสเครติส นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่

อ่านชื่อหัวข้อเรื่องแล้วเหมือนปัญหาโลกแตกเลยว่ามั้ย?

อารมณ์เหมือนปัญหาโลกแตกสมัยเด็กที่ชอบเถียงกันว่าไก่กับไข่อะไรจะเกิดก่อนกัน?

ตกลงว่าไก่ต้องเกิดก่อนถึงจะมีไข่ หรือไข่ต้องเกิดก่อนแล้วค่อยเป็นไก่กันแน่ เอ๊ะ! ชักไม่แน่ใจแล้ว

โดยตามปกติแล้ว เชื่อว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ในตัวเมือง ทุกคนย่อมมี Social network กันถ้วนหน้า บางคนมีเป็นสิบไซต์หรือไม่ก็หนึ่งหรือสอง อย่างน้อยที่สุดทุกคนจำต้องรู้จัก Facebook และทวิตเตอร์แน่นอน

การสร้างเพจใน Facebook นั้นง่ายแสนง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก และเชื่อใครหลายคนคงชอบไปนั่งกดไลค์เพจที่ถูกใจอยู่บ่อยๆ ถึงแม้ปัจจุบันจะมีคนบ่นว่าเบื่อเฟสบุ๊คมากแค่ไหน แต่เชื่อเถอะว่าแหล่มชุมชนแหล่งนี้มักสร้างสรรค์สิ่งดีๆ หรือรวมคนคิดดีๆ ไว้มากมาย เห็นได้จากการขยันแข่งกันเปิดเพจในเฟสบุ๊คซะเหลือเกิน อาทิ เพจคิดว่าดีก็ทำต่อไป, เพจคิดมาก, เพจคิ้วต่ำ, เพจมุมต่าง และอีกมากมายสารพัดเพจบนแหล่งชุมชนบนอินเตอร์เน็ตที่ชื่อว่า ‘Facebook’

ล่าสุด (เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา) เจ้าของบล็อกได้เลื่อนตรวจสอบดูความเคลื่อนไหว Feed ต่างๆ บนเฟสบุ๊กตัวเองว่ามีเพื่อนคนไหนเป็นอย่างไร ทำอะไรบ้างหรือสนใจอะไรอยู่ และดูความเคลื่อนไหวของเพจต่างๆ ที่ไปกดไลค์

มีเพจมุมต่าง (ที่เชื่อว่าหลายร้อยคนต้องชอบและไปกดไลค์อยู่) เสนอหัวข้อประจำวันนี้ว่า ‘เราใช้สิ่งไหนเป็นมาตรวัดความดีและความเลว?’

วินาทีแรกเจ้าของบล็อกอยากปล่อยผ่านไป แต่อีกใจก็อยากตอบ แต่รู้ว่าถ้าตอบไปก็จะมีคนดราม่าแน่ๆ เพราะเมื่อเราคุยถึงเรื่องศีลธรรม คุณงามคววามดีกับสังคมปัจจุบันทีไร มันมักจะมีคนดราม่าตลอดหรือไม่ก็อาจเพราะในปัจจุบันยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คนเรากลับละเลยศีลธรรม คุณงามความดีจนทำให้คนบางกลุ่มต้องตั้งคำถามว่าแล้วอะไรที่เราใช้วัดความดี ความเลวในแต่ละคน?

มันเป็นคำถามที่น่าคิดอยู่ไม่ใช่น้อย?

เราทุกคนมีชีวิตเร่งรีบจากสมัยก่อน เทนโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยพัฒนาประเทศ ทำให้คนในประเทศสะดวกสบาย ไปมาสัญจรไม่ลำบากเหมือนแต่ก่อน ในขณะที่เทคโนโลยีก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ เราต้องยอมรับว่าศีลธรรมและคุณธรรม ความดีงาม วัฒนธรรมประเพณีของเราได้เสื่อมถอยลง

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เรามองเห็นศิลปินต่างประเทศหรือในประเทศที่มีลักษณะคล้ายกันได้ง่ายยิ่งกว่าการเจอการร้องเล่นแบบการละเล่นพื้นเมือง,เราเจอร้านอาหารฟาสฟู้ดมากกว่าเจอข้าวจานละสามสิบห้าบาท,เราเลือกสรรคเสื้อผ้าราคาสองสามพันมากกว่าจะตระหนักว่าเสื้อผ้ามีไว้นุ่งห่มก็เพียงพอ,ฯลฯ เป็นต้น

ถ้าหากใครเคยเรียนวิชาปรัชญาหรือ Philosophy แล้วจะรู้ว่าการค้นหาความจริง มาตรววัดความดีความเลวนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณโน่น

วิชาปรัชญาคือวิชาว่าด้วยหลักแห่งความรู้และความจริง (ในหนังสือเรื่องวิถีแห่งอภิปรัชญาและญาณปรัชญาสู่การศึกษาจริยศาสตร์) ขอบเขตของมันเป็นการศึกษาหลักความจริง เช่นศึกษาความเป็นไปของมนุษย์ และปรากฏการณ์ต่างๆ และให้เหตุผลอธิบายการมีอยู่ของสิ่งนั้นอย่างไร,ศึกษาจริยศาสตร์ เรื่องความดี ความยุติธรรมว่ามีลักษณะอย่างไร,ศึกษาความงาม,ศึกษาปรัชญาทางการเมือง เรื่องรัฐและประชาชน

ในกลุ่มนักปรัชญานั้นมีอยู่มากมายหลายกลุ่มด้วยกัน แต่ละกลุ่มก็จะมีแนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์ประจำกลุ่ม เอกลักษณ์ของนักปรัชญาคือไม่มีข้อสรุปอย่างเด็ดขาดเกี่ยวกับหลักความรู้และความจริง

เรื่องศีลธรรมที่นักปรัชญาถกเถียงนั้นมีมากมายหลายเรื่อง อาทิ ชีวิตในอุดมคติ ซึ่งในเรื่องนี้จะแบ่งออกได้สามพวกคือพวกสุขนิยม กลุ่มที่เห็นว่าประสาทสัมผัสมีความสำคัญที่นำไปสู่ความสุข กับกลุ่มอสุขนิยมที่จะไม่ยกย่องว่าความสุขทางประสาทสัมผัสมีค่าในตัวเอง กลับให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณมากกว่า และกลุ่มอัตถิภาวนิยม ที่เสนอวิธีคิดและพิจารณาปัญหา ไม่ใช่เสนอวิถีชีวิต

 

ส่วนในเรื่องของเกณฑ์การตัดสินใจจริยธรรม ก็แบ่งออกเป็นกลุ่มหน้าที่นิยมและประโยชน์นิยม โดยกลุ่มหน้าที่นิยมเชื่อว่าการตัดสินใจชั่วดีเลวนั้นต้องถูกพิจารณาจากเจตนาของผู้กระทำ ในขณะที่กลุ่มประโยชน์นิยมบอกว่าการตัดสินจริยธรรมที่ตัดสินการกระทำจากผลที่ได้รับ ถ้าการกระทำนั้นแม้ผลศีลธรรม แต่ผลนั้นเป็นประโยชน์สุขแก่คนจำนวนมาก ก็ถือว่าถูกต้อง

จะเห็นได้ว่ามาตรฐานการวัดความดีเลวของคนเรา แต่ละยุคแต่ละสมัยจะเปลี่ยนไป มีการพิสูจน์ขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีกลุ่มต่างๆ ที่ทั้งเห็นด้วยทฤษฏีที่ค้นพบและไม่เห็นด้วย

ดังนั้นแล้วมาตรฐานการวัดความดีแล้วมันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ไม่มีสิ่งใดหรือคนใดที่จะบอกได้จริงๆ ว่าความดีคืออะไร แบบไหนอย่างเด็ดขาดหรือความเลวคืออะไรอย่างเด็ดขาด เพราะถึงแม้โรบินฮู้ดจะปล้นเงินจากคนรวย แต่เขาก็เอาไปให้คนยากจนไม่มีกิน แล้วทำไมคนส่วนมากถึงชื่นชอบ ในเมื่อเขาก็ผิดกฎหมายเช่นกัน?

กฎหมายเป็นเพียงตัวกำหนดขึ้นมาเพื่อให้คนหมู่มากหรือคนเราที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่อย่างสงบสุข ตั้งเป็นข้อบรรทัดฐานศีลธรรมอันดี แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดของคำว่าดี เพราะในบางสังคมเราอาจเห็นได้ง่ายดายว่าทำไมทำแบบนี้แล้วไม่ผิด แต่พอไปทำอีกสังคมนึงมันกลับเป็นเรื่องที่ผิด?

แต่ถึงมาตรฐานวัดความดีความเลวนั้นจะเปลี่ยนไปยังไง แต่ก็คงไม่มีอะไรแย่เท่าทุกวันนี้ที่ทั่วทั้งโลก มาตรฐานคนดีคือการมีเงินเยอะ งั้นคนยากจนไม่มีกินก็กลายเป็นคนเลวแบบนี้งั้นเหรอ?

โดยส่วนตัวคิดว่าความดีหรือความเลวมันไม่ได้หากันง่ายๆ แต่ก็ไม่ยากที่จะทำ ความดีของเราคือการคิดดี ทำดี ทำในสิ่งที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แต่ยังมีอิสระของตัวเอง ก่อประโยชน์แก่ทั้งตนเองและผู้อื่น ทำใ