มาตรฐานความดีกับความเลว มีอยู่จริงหรือไม่?

รูปโสเครติส นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่

อ่านชื่อหัวข้อเรื่องแล้วเหมือนปัญหาโลกแตกเลยว่ามั้ย?

อารมณ์เหมือนปัญหาโลกแตกสมัยเด็กที่ชอบเถียงกันว่าไก่กับไข่อะไรจะเกิดก่อนกัน?

ตกลงว่าไก่ต้องเกิดก่อนถึงจะมีไข่ หรือไข่ต้องเกิดก่อนแล้วค่อยเป็นไก่กันแน่ เอ๊ะ! ชักไม่แน่ใจแล้ว

โดยตามปกติแล้ว เชื่อว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ในตัวเมือง ทุกคนย่อมมี Social network กันถ้วนหน้า บางคนมีเป็นสิบไซต์หรือไม่ก็หนึ่งหรือสอง อย่างน้อยที่สุดทุกคนจำต้องรู้จัก Facebook และทวิตเตอร์แน่นอน

การสร้างเพจใน Facebook นั้นง่ายแสนง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก และเชื่อใครหลายคนคงชอบไปนั่งกดไลค์เพจที่ถูกใจอยู่บ่อยๆ ถึงแม้ปัจจุบันจะมีคนบ่นว่าเบื่อเฟสบุ๊คมากแค่ไหน แต่เชื่อเถอะว่าแหล่มชุมชนแหล่งนี้มักสร้างสรรค์สิ่งดีๆ หรือรวมคนคิดดีๆ ไว้มากมาย เห็นได้จากการขยันแข่งกันเปิดเพจในเฟสบุ๊คซะเหลือเกิน อาทิ เพจคิดว่าดีก็ทำต่อไป, เพจคิดมาก, เพจคิ้วต่ำ, เพจมุมต่าง และอีกมากมายสารพัดเพจบนแหล่งชุมชนบนอินเตอร์เน็ตที่ชื่อว่า ‘Facebook’

ล่าสุด (เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา) เจ้าของบล็อกได้เลื่อนตรวจสอบดูความเคลื่อนไหว Feed ต่างๆ บนเฟสบุ๊กตัวเองว่ามีเพื่อนคนไหนเป็นอย่างไร ทำอะไรบ้างหรือสนใจอะไรอยู่ และดูความเคลื่อนไหวของเพจต่างๆ ที่ไปกดไลค์

มีเพจมุมต่าง (ที่เชื่อว่าหลายร้อยคนต้องชอบและไปกดไลค์อยู่) เสนอหัวข้อประจำวันนี้ว่า ‘เราใช้สิ่งไหนเป็นมาตรวัดความดีและความเลว?’

วินาทีแรกเจ้าของบล็อกอยากปล่อยผ่านไป แต่อีกใจก็อยากตอบ แต่รู้ว่าถ้าตอบไปก็จะมีคนดราม่าแน่ๆ เพราะเมื่อเราคุยถึงเรื่องศีลธรรม คุณงามคววามดีกับสังคมปัจจุบันทีไร มันมักจะมีคนดราม่าตลอดหรือไม่ก็อาจเพราะในปัจจุบันยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คนเรากลับละเลยศีลธรรม คุณงามความดีจนทำให้คนบางกลุ่มต้องตั้งคำถามว่าแล้วอะไรที่เราใช้วัดความดี ความเลวในแต่ละคน?

มันเป็นคำถามที่น่าคิดอยู่ไม่ใช่น้อย?

เราทุกคนมีชีวิตเร่งรีบจากสมัยก่อน เทนโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยพัฒนาประเทศ ทำให้คนในประเทศสะดวกสบาย ไปมาสัญจรไม่ลำบากเหมือนแต่ก่อน ในขณะที่เทคโนโลยีก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ เราต้องยอมรับว่าศีลธรรมและคุณธรรม ความดีงาม วัฒนธรรมประเพณีของเราได้เสื่อมถอยลง

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เรามองเห็นศิลปินต่างประเทศหรือในประเทศที่มีลักษณะคล้ายกันได้ง่ายยิ่งกว่าการเจอการร้องเล่นแบบการละเล่นพื้นเมือง,เราเจอร้านอาหารฟาสฟู้ดมากกว่าเจอข้าวจานละสามสิบห้าบาท,เราเลือกสรรคเสื้อผ้าราคาสองสามพันมากกว่าจะตระหนักว่าเสื้อผ้ามีไว้นุ่งห่มก็เพียงพอ,ฯลฯ เป็นต้น

ถ้าหากใครเคยเรียนวิชาปรัชญาหรือ Philosophy แล้วจะรู้ว่าการค้นหาความจริง มาตรววัดความดีความเลวนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณโน่น

วิชาปรัชญาคือวิชาว่าด้วยหลักแห่งความรู้และความจริง (ในหนังสือเรื่องวิถีแห่งอภิปรัชญาและญาณปรัชญาสู่การศึกษาจริยศาสตร์) ขอบเขตของมันเป็นการศึกษาหลักความจริง เช่นศึกษาความเป็นไปของมนุษย์ และปรากฏการณ์ต่างๆ และให้เหตุผลอธิบายการมีอยู่ของสิ่งนั้นอย่างไร,ศึกษาจริยศาสตร์ เรื่องความดี ความยุติธรรมว่ามีลักษณะอย่างไร,ศึกษาความงาม,ศึกษาปรัชญาทางการเมือง เรื่องรัฐและประชาชน

ในกลุ่มนักปรัชญานั้นมีอยู่มากมายหลายกลุ่มด้วยกัน แต่ละกลุ่มก็จะมีแนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์ประจำกลุ่ม เอกลักษณ์ของนักปรัชญาคือไม่มีข้อสรุปอย่างเด็ดขาดเกี่ยวกับหลักความรู้และความจริง

เรื่องศีลธรรมที่นักปรัชญาถกเถียงนั้นมีมากมายหลายเรื่อง อาทิ ชีวิตในอุดมคติ ซึ่งในเรื่องนี้จะแบ่งออกได้สามพวกคือพวกสุขนิยม กลุ่มที่เห็นว่าประสาทสัมผัสมีความสำคัญที่นำไปสู่ความสุข กับกลุ่มอสุขนิยมที่จะไม่ยกย่องว่าความสุขทางประสาทสัมผัสมีค่าในตัวเอง กลับให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณมากกว่า และกลุ่มอัตถิภาวนิยม ที่เสนอวิธีคิดและพิจารณาปัญหา ไม่ใช่เสนอวิถีชีวิต

 

ส่วนในเรื่องของเกณฑ์การตัดสินใจจริยธรรม ก็แบ่งออกเป็นกลุ่มหน้าที่นิยมและประโยชน์นิยม โดยกลุ่มหน้าที่นิยมเชื่อว่าการตัดสินใจชั่วดีเลวนั้นต้องถูกพิจารณาจากเจตนาของผู้กระทำ ในขณะที่กลุ่มประโยชน์นิยมบอกว่าการตัดสินจริยธรรมที่ตัดสินการกระทำจากผลที่ได้รับ ถ้าการกระทำนั้นแม้ผลศีลธรรม แต่ผลนั้นเป็นประโยชน์สุขแก่คนจำนวนมาก ก็ถือว่าถูกต้อง

จะเห็นได้ว่ามาตรฐานการวัดความดีเลวของคนเรา แต่ละยุคแต่ละสมัยจะเปลี่ยนไป มีการพิสูจน์ขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีกลุ่มต่างๆ ที่ทั้งเห็นด้วยทฤษฏีที่ค้นพบและไม่เห็นด้วย

ดังนั้นแล้วมาตรฐานการวัดความดีแล้วมันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ไม่มีสิ่งใดหรือคนใดที่จะบอกได้จริงๆ ว่าความดีคืออะไร แบบไหนอย่างเด็ดขาดหรือความเลวคืออะไรอย่างเด็ดขาด เพราะถึงแม้โรบินฮู้ดจะปล้นเงินจากคนรวย แต่เขาก็เอาไปให้คนยากจนไม่มีกิน แล้วทำไมคนส่วนมากถึงชื่นชอบ ในเมื่อเขาก็ผิดกฎหมายเช่นกัน?

กฎหมายเป็นเพียงตัวกำหนดขึ้นมาเพื่อให้คนหมู่มากหรือคนเราที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่อย่างสงบสุข ตั้งเป็นข้อบรรทัดฐานศีลธรรมอันดี แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดของคำว่าดี เพราะในบางสังคมเราอาจเห็นได้ง่ายดายว่าทำไมทำแบบนี้แล้วไม่ผิด แต่พอไปทำอีกสังคมนึงมันกลับเป็นเรื่องที่ผิด?

แต่ถึงมาตรฐานวัดความดีความเลวนั้นจะเปลี่ยนไปยังไง แต่ก็คงไม่มีอะไรแย่เท่าทุกวันนี้ที่ทั่วทั้งโลก มาตรฐานคนดีคือการมีเงินเยอะ งั้นคนยากจนไม่มีกินก็กลายเป็นคนเลวแบบนี้งั้นเหรอ?

โดยส่วนตัวคิดว่าความดีหรือความเลวมันไม่ได้หากันง่ายๆ แต่ก็ไม่ยากที่จะทำ ความดีของเราคือการคิดดี ทำดี ทำในสิ่งที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แต่ยังมีอิสระของตัวเอง ก่อประโยชน์แก่ทั้งตนเองและผู้อื่น ทำให้เราเองรู้สึกดีที่ได้ทำ และผู้รับก็รู้สึกดี นั้นน่าจะเรียกว่าความดี ในส่วนความเลว นั้นคือการทำอะไรก็ได้ที่เห็นแก่ตัว ทำให้ตัวเองสุขสบาย โดยไม่สนวิธีการหรือพูดง่ายๆ ว่าไม่สนว่าจะเหยียบหัวใครขึ้นนำเหมือนอย่างนักการเมืองหลายคนสมัยนี้

จงจำไว้ว่าคนส่วนมากไม่ใช่คนตัดสินเรื่องศีลธรรม บ่อยครั้งเรามักพบความล้มเหลวที่เกิดจากคนส่วนมากเป็นคนเลือก เช่น หากว่าในหมู่บ้านนั้นชอบการสังเวยมนุษย์เพื่อเป็นพิธีบวงสรวง ไม่เช่นนั้นแล้วการฆ่าคนก็จะไม่ผิด หากเรานับกันแค่ว่าสังคมนั้นสั่งสอนผู้คนในหมู่บ้านว่าการฆ่าคนไม่ใช่เรื่องผิด

ดังนั้นเรามักพบลึกๆ ว่าจิตใต้สำนึกเรามักจะรู้อยู่แล้วว่าอะไรดีหรือไม่ดี ในการตัดสินใจกระทำแต่ละอย่าง เพียงแต่อยู่ที่เราตัดสินใจว่าจะกระทำหรือไม่ต่างหาก.

edit @ 20 Dec 2012 22:13:58 by Iamrebel sixx

Comment

Comment:

Tweet

มีจริง ใครต้องการจะอธิบายให้ รับรองว่าไม่มีข้อโต้แย้งใดใดแน่นอน

#1 By กีรติ (103.7.57.18|171.96.16.158) on 2013-06-19 07:29

Favourites

Tags